วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

30ความจริงที่ต้องเจอเวลาขึ้นรถเมล์

1. รถสายที่คุณรอมักจะมา และจากไปตอนที่คุณยังเดินไม่ถึงป้าย



2. แต่เมื่อคุณเดินถึงป้าย รถสายนั้นจะไม่มีอีกเลย ..



3. ทั้ง ๆ ที่ ฝั่งตรงข้ามนั้น มีรถสายที่คุณรอขัยผ่านเยอะมาก



4. และเมื่อรถคันนั้นมา มักจะไม่จอดรับคน หรือเป็นรถเสริม



5. และเมื่อคุณตัดสินใจโบกแท๊กซี่หรืออื่น ๆ และเมื่อขึ้นไปแล้ว คุณจะเห็นรถคันนั้นมาลิบ ๆ



6. หรือเมื่อคุณไม่ขึ้นแท๊กซี่ เมื่อรถมา คนจะแน่นมาก ๆ



7. และคุณจะสังเกตุว่า ข้างหลัง มีรถสายนั้นตามกันมาเป็นตับๆ !



8. แต่ถ้ามาทีเยอะๆ คุณจะเลือกคันหน้าสุด ซึ่งคนจะแน่นมากๆ



9. แต่คุณก็ยอม เพราะคิดว่ามันถึงเร็วกว่า



10. แต่คันหลังดันขับแซงแล้วพุ่งไปเลยซะงั้น



11. บางที่คนขึ้นมาทีหลังอาจจะได้นั่งก่อนได้ เพราะการเลือกที่ยืน



12. เพราะไปยืนที่ที่คนนั่งอยู่จะลงพอดี เลยเสียบซะ



13. ดังนั้น การได้นั่งเร็วหรือช้านั้น ขึ้นอยู่กับคุณเลือกดูว่า ใครจะลงเร็วๆ นี้



14. แต่ควรระวังไว้ เพราะถ้าคุณเลือกที่ยืนถูกต้องแล้ว คุณอาจโดนเบียดกระเด็นไปข้าง ๆ ก็ได้



15. และคนที่เบียดคุณนั่นแหละ จะแย่งคุณนั่ง !



16. บางทีเราอาจมองคนแกล้งหลับ เป็นหลับจริงๆ



17. และอาจมองคนที่หลับจริงๆ ว่าเค้าแกล้งหลับก็เป็นได้



18. คนส่วนใหญ่ ถ้ามาคนเดียว จะเลือกหาที่นั่งเดี่ยวเป็นอย่างแรก



19. ทำให้ที่นั่งเดี่ยวเต็มก่อนเป็นอย่างแรก



20. ถ้ารถติดมากๆ ในรถต้องมีคนหลับ



21. ไม่ก็ใส่หูฟังฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ



22. หรือจะคุยโทรศัพท์ก็ได้



23. ถ้าคนแน่น มากๆ แล้วคนส่วนใหญ่ยืนออหน้าประตู แล้วมีคนกรดกริ่งลง คุณมักจะคิดว่าที่ยืนออนั้นลงหมด



24. คุณเลยยืนรอคนลงหมดแล้วจะลงตาม



25. แต่ที่จริงแล้ว ลงแค่ 2 คน ทำให้คุณลงไม่ทัน



26. คุณเลยต้องจำใจลงป้ายหน้า



27. เวลาคุณกดลงแค่คนเดียว แล้วรถขับเร็วๆ รถมักจะจอดก่อนป้าย หรือไม่ก็เลยป้ายเสมอ



28. แต่ถ้าคนลงเยอะ ขึ้นเยอะ รถก็ไม่จอดตรงป้ายให้คุณหรอก



29. เมื่อคุณลงเสร็จแล้ว รถอีกคนหนึ่งก็จะวิ่งผ่านคุณไป แล้วคุณจะเห็นว่าคนโล่งมาก ๆ !!



30. โปรดเอื้อเฟื้อที่นั่งให้แก่ เด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และพระภิกษุ

10 อันดับลูกอมสุดแปลก

10อันดับลูกอม สุดแปลก



ที่เชื่อว่า ไม่มีคนไหนอยากกินแน่นอนเเค่ได้ยินชื่อก็จะอ้วกแล้ว

10 Ear Wax Candy: อมยิ้มขี้หู

Ear Wax Candy: อมยิ้มขี้หู เชื่อว่าหลายๆท่านสมัยเป็นเด็กเคยแคะขี้มูกมากิน หรือบางท่านโตแล้วทำงานแล้วก็ยังมีนิสัยนี้อยู่? .... แต่ผมว่าคนที่ชอบแคะขี้หูมากินก็ยังมีน้อยกว่านะเพราะมันลำบากกว่าแคะขี้มูกมากเลย เพราะฉะนั้นมีคนเค้าอำนวยความสะดวกให้คุณแล้ว โดยที่อมยิ้มนี้มาในหิบห่อเป็นรูปหูอย่างดี มีไซรับอยู่ตรงกลางที่เปรียบเสมือนรูหู พร้อมด้วยแท่งพลาสติกที่ทำเหมือนไม้แคะหูเพื่อที่จะได้ให้อารมณ์ในการแคะขี้หูมากินสุดๆ วิธีกินก็ง่ายมากๆ เอาไม้ไปปั่นๆตรงไซรับแล้วก็เอามาดูดได้เลย...


9 Candy Scrabs: ท็อปฟี่พลาสเตอร์ปิดแผล

Candy Scrabs: ท็อปฟี่พลาสเตอร์ปิดแผล เด็กซนคือเด็กฉลาด เพราะฉะนั้นเด็กในอเมริกาจึงซนกันเกือบทุกคน (จริงรึเปล่า อิอิ) ทำให้ทุกคนเวลาเล่นก็จะมีแผลถลอกปอกเปิก แล้วโดยนิสัยเด็กเวลาเลือดไหลซิบๆก็ชอบเลีย...คุณก็เป็นหรือเปล่า!!?... เพราะฉะนั้นหากรสชาติเลือดมันไม่อร่อยแต่คุณอยากจะเลียแผลแล้วจะทำยังไงหละ! โอวววว โรคจิตมากๆ...ก็ซื้อขนมนี้เลยแล้วกัน เอาไปติดที่แขน พอลอกพลาสเตอร์ออกมาก็จะมีเจลรสสตอเบอรี่ให้คุณเลียๆๆๆๆ


8 Dubbel Zout: ยาไอซ์ปลอม


Dubbel Zout: ยาไอซ์ปลอม เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เราคงเคยเห็นเบียร์ปลอมของญี่ปุ่นกันแล้วที่จริงๆมันคือน้ำ apple ที่มีฟองเหมือนเบียร์ หรือของพี่ไทยเราที่มีหมากฝรั่งแมวดำที่ทำเหมือนบุหรี่ เพราะฉะนั้นในอนาคตถ้าจะติดยาไอซ์ก็ต้องฝึกกันตั้งแต่เด็กๆเลย! นี่คือยาไอซ์จำลอง ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือลูกอมรสชะเอมนั่นเอง แต่ทำให้มันดูเหมือนยาไอซ์ (เพื่ออะไรเนี่ย!?)


7 Hotlix Candy: เลียไป เสียวไป

Hotlix Candy: เลียไป เสียวไป ที่เมืองไทยอมยิ้มแบบนี้เคยฮิตมาก่อนแต่ตอนนั้นจะเป็นหนอน นี่มาแนวใหม่เอาแมงป่องมายัดซะเลย ก็อยากรู้เหมือนกันจะมีซักกี่คนที่กล้าอมจนถึงตัวแมงป่อง อิอิ


6Gorilla Boogers: ขี้มูกกอริล่าแสนอร่อย

Gorilla Boogers: ขี้มูกกอริล่าแสนอร่อย ห่ออันน่ารัก และแฝงไปด้วยความแปลกก็หนีไม่พ้นญี่ปุ่น นี่คือขนมขี้มูกกอริล่าซึ่งเปรียบกับของไทยก็จะมีลูกอมชื่อ ขี้ไคลจี้กง มีใครเคยได้ยินมั้ยเอ่ย? ทั้งสองอย่างก็ไม่ได้ทำมาจากของในชื่อมันจริงๆ ขี้มูกกอริล่านี้ทำมาจากถั่วดำตากแห้งนั้นเอง ลักษณะมันคงจะคล้ายเวลาเราเคี้ยวลูกเกด มันจะหนึบๆ หวานๆ อร่อยๆ คาดว่าเด็กญี่ปุ่นจะชอบกอริล่าพอสมควรโดยที่ไม่รู้จะผลิตอะไรมาเอาใจเลยทำ ขี้มูกออกมาขายซะเลย



5 Ant Candy: ลูกอมมด

Ant Candy: ลูกอมมด ชิ้นนี้ก็เหมือนอมยิ้มแมงป่องข้างบน ตอนเคี่ยวน้ำตาลพอได้ที่ก็จับมดโยนๆลงไปในหม้อแล้วเอามาใส่แม่พิมพ์เอามาขายเรา....อิอิอิ แบบนี้นั่งบี้มดบนโต๊ะกินเล่นก็ได้ไม่ต้องไปเสียเงิน


4 Jane-Jane Tasty Tuna tidbits: ลูกอมรสทูน่า


Jane-Jane Tasty Tuna tidbits: ลูกอมรสทูน่า หลังจากนั่งหาเหตุผลว่าทำไมต้องทำลูกอมรสปลาทูน่ามาถึง 3 วัน ก็ยังคิดหาเหตุผลดีๆไม่ได้ว่าอะไรดลใจให้คนผลิตคิดจะทำลูกอมรสนี้ หรือจะเป็นเจ้าของโรงงานปลากระป๋องต้องการแตกไลด์สินค้า? ส่วนประกอบที่เขียนไว้ที่ห่อก็พื้นมากๆ ปลาทูน่า 30% น้ำตาล 70% จบ...


3 Crick-Ettes: จิ้งหรีดเคลือบซาวครีมและหัวหอม


Crick-Ettes: จิ้งหรีดเคลือบซาวครีมและหัวหอม หลังจากมาเที่ยวเมืองไทยและได้ลองเมนูแมลงที่ถนนข้าวสารไป ไอเดียก็บรรเจิดทันทีเพราะแค่ฉีดแม็กกี้มันไม่อร่อยเท่าไหร่ เอาไปเคลือบซาวครีมและหัวหอมแล้วทำขายเลยดีกว่า ถูกปากฝรั่งกว่าเยอะ!!! หลังจากทำออกมาขาย ยอดขายก็ยังโดน Pringles ทิ้งแบบไม่เห็นฝุ่นอยู่ดี


2 Durian Candy: ลูกอมทุเรียน


Durian Candy: ลูกอมทุเรียน มันน่าน้อยใจยิ่งนักที่ราชาแห่งผลไม้ของไทยเราได้มาอยู่อันดับที่ 2 ของโผลูกอมน่าขยะแขยง!!! มีนักวิจารณ์อาหารชาวต่างชาติวิจารณ์รสชาติของทุเรียนหมอนทองและก้านยาวไว้ว่า "เพียงแค่ได้กลิ่นก็เหมือนคุณได้กลิ่นขี้ของหมูที่เอาไป คลุกกับหัวหอมใหญ่เน่าแล้วเอาไปยัดลงถุงเท้าออกกำลังที่ไม่ได้ซักมา 3 เดือน!" เฮ้ย! มันขนาดนั้นเลยหรอ!!!



1 Beanboozled: Jelly bean กลายพันธุ์


Beanboozled: Jelly bean กลายพันธุ์ Jelly bean นี่เอง เมืองไทยก็มีขายให้เกลื่อน อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง แต่ทำไมมันน่าขยะแขยงที่สุดนะหรอ!? อย่าดูถูกมันถ้าคุณแกะกล่องแล้วเพิ่งกินไปได้ 2-3 เม็ดเพราะทุกกล่องจะแฝงไปด้วยรสชาติพิเศษที่แสนจะชวนอ้วกแตก เช่น รสตดสกังค์, รสชีสเน่าเฟะ, รสกระดาษเช็ดก้นเด็กที่ใช้แล้ว, รสไข่เน่า, รสอ้วก ฯลฯ ขอหยุดตรงนี้ก่อนเพราะแทบอ้วกแล้วเนี่ย ขอบอกว่ารสชาติแปลกๆที่กล่าวมานี้ทำได้เหมือนมากๆ ไม่เชื่อลองชิมดู แต่อย่าถามว่าแล้วเค้าทำรสชาติพวกนี้ได้ยังไง!? เพราะคำตอบที่ได้อาจจะทำให้คุณกลืนไม่ลง หึหึ

คู่แท้

 o22HAMS22o



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอาจารย์กับลูกศิษย์ นั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ริมสนามหญ้าอันกว้างใหญ่ ทันใดนั้นลูกศิษย์ก็ถามขึ้นมาว่า

ลูกศิษย์    อาจารย์ครับ ผมสงสัยจังเลยว่า เราจะหาคู่แท้ของเราเจอได้ไงครับ อาจารย์ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับ?
อาจารย์    เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะตอบ)มันเป็นคำถามที่ยากนะ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำถามที่ง่ายเหมือนกันนะ
ลูกศิษย์    นั่งคิดอย่างหนัก) อืม?...งงไม่เข้าใจครับ
อาจารย์    ตกลง...งั้น เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงสนามน่ะ มีหญ้าเยอะแยะเลยใช่ไหม เธอลองเดินไปหาหญ้าต้นที่สวยที่สุด เด็ด           กลับมาให้อาจารย์สิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ แต่ว่า...เวลาเดินเนี่ย เธอต้องเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวนะ ห้ามเดินถอยหลัง เข้าใจไหม
ลูกศิษย์   ได้เลยครับ รอสักครู่นะครับ (ว่าแล้วก็วิ่งตรงไปยังสนามหญ้า)

หลังจากนั้นไม่นาน

ลูกศิษย์     ผมกลับมาแล้วครับ
อาจารย์    อืม... แต่ทำไมอาจารย์ไม่เห็นต้นหญ้าสวยๆ ในมือเธอหล่ะ
ลูกศิษย์    อ๋อ... คืองี้ครับ ตอนที่ผมเดินไปแล้วผมเจอต้นหญ้าสวยๆเนี่ย ผมคิดว่า เออ..เดี๋ยวก็คงเจอต้นที่สวยกว่านี้
ดังนั้นผมก็เลยไม่ได้เด็ดมัน แล้วผมก็เดินไปเรื่อยๆ พอรู้ตัวอีกทีมันก็สุดขอบสนามแล้วครับ จะเดินกลับก็ไม่ได้ เพราะอาจารย์ห้ามไว้
อาจารย์   นั่นแหละ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหล่ะ "ต้นหญ้า" ก็คือคนที่อยู่รอบๆ ตัวเรา "ต้นหญ้าที่สวยงาม" ก็คือคนที่เราชอบ หรือคนที่ดึงดูดเรานั่นแหละ "ทุ่งหญ้า" ก็คือเวลา เวลาที่เราจะหาคู่แท้ของเรา อย่ามัวแต่เปรียบเทียบ แล้วคิดว่าคงจะมีที่ดีกว่านี้ เพราะถ้ามัวแต่เปรียบเทียบ  เราจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่าลืมว่า "เวลาไม่เคยย้อนกลับ"

"จงรัก และไขว่คว้า โอกาสที่คุณมีในขณะนี้ อย่ามัวแต่เสียเวลา บางครั้งคนเราก็มีโอกาสเลือกแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น" ถูกต้องนะคร๊าฟ.

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หมายังสู้ !!

น้องหมาสู้ชีวิต  หมาพิการน่าสงสารมาก ไม่มีขาหน้า ใช้แต่ขาหลังเดินแค่ 2 ขา ทำได้ยังไง?
มันมีความพยายาม และอดทนฝึกเดินด้วยขาหลัง จนสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่ว
  เก่งมากๆ ต้องยอมรับ  ใครที่กำลังท้อแท้หมดหวัง ดูตัวอย่างเจ้าหมาน้อยตัวนี้นะ
       

 

พี่สาว กับ น้องชาย

> > >>อ่านกี่ครั้งก็....รู้สึก...อยู่เสมอ.....
> > >>พี่-น้อง> > >> >
> > >> > ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน> > >
> > แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ> > >
> > ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3ปี

> > >>> วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน> > >> >>
> >> > จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง> > >
> > โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม้ไผ่อยู่หนึ่งก้าน> >
>> > "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด> > >>
>> > >> > ฉันกลัวมากไม่กล้าพูดอะไรออกไป  น้องชายฉันก็เช่นกัน> >
>> > พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า> >
>> > " ก็ได้  ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ> > >
> > ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"> > >> >
> > >> > พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น> > >>
>> > >> > ทันใดนั้นน้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า> > "ผมขโมยเองครับ"

> > >> >> ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง

> > >> > พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด> >
>> > จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย> >
>> > พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน> >
>> > "ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก> >
>> > แกน่าจะโดนตีให้ตายไอ้หัวขโมย"> > >>> คืนนั้นฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้> >
>> > หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด> > >
> > แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

> > >> กลางดึกคืนนั้นฉันนอนร้องไห้เสียงดังและนานมาก

> >  น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า>> > "พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"
> >> ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้> >
>> > ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ>
> >>หลายปีผ่านไป> > แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

> >> > ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย> > >
> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี
> >> > เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
>> > เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน> > ม.ปลายว่าเขาสอบได้ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย

> > > ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

> > > คืนนั้นพ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
> >> > ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี> > > เรียนดีมากนะ"> >
>> > >> > แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆพ่อได้พูดว่า>
> >> > "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร> > > > > ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"> 
> > >> > ทันใดนั้นน้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อแล้วพูดว่า

> > >> > "ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"

> > > > พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

>>> > "ทำไมถึงคิดโง่ๆอย่างนี้ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนนพ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้" 
> >> > คืนนั้นทั้งคืนพ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆทั่วทั้งหมู่บ้าน> เพื่อขอยืมเงิน

> ฉันค่อยๆเอามือประคบแก้มบวมๆของน้องชายเบาๆ และคิดว่า> " ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้">แต่ในขณะเดียวกันฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
>> > ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด> > >
> > น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น> >
>> > และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว> > >
> >> > ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน> >
>> > ขณะฉันกำลังหลับ> >
>> > " พี่ครับการจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่ใช่ง่ายๆนะ ....> > >> > ผมจะไปหางานทำ> >
>> > แล้วจะส่งเงินมาให้พี่">>> >  ฉันนั่งอยู่บนเตียง> >
> > อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ...> ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป> >
>> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .
> >> > ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน> > >>
> >>รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่

ไซท์ก่อสร้าง ...> >
>> > ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
> >> > วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก> >
>> > เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธออยู่ข้างนอกแน่ะ"
>> > ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ???> >
>> > ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่> >
>> > ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง> > >> > ...
> > >> > ฉันถามเขาว่า "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"> > >> >>
> >> > น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่
เพื่อนๆก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"> > >> > ฉันค่อยๆเอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง> > >
> > และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ> >
>> > " พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง> >
>> > เธอเป็นน้องของพี่ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"> >
> >> > จากนั้นน้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง> >
>> > เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน> >
>> > แล้วพูดว่า> > >
> > "ผมเห็นสาวๆในเมืองเค้าติดกันผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"> > > >> > ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด> >
>> > ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน> > >
> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20ปี ส่วนฉันอายุ 23ปี .> >
> >> > วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก>
> >> > ฉันสังเกตเห็นว่า> >
>> > หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว> >
> >> > เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก> >
> >> > หลังจากที่แฟนของฉันกลับไปฉันพูดกับแม่ว่า> >
>> > " แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
> > >> > เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ">
> >> > แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า " แม่ไม่ได้จ้างหรอก> >
>> > น้องชายลูกต่างหาก> >
>> > วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน

> > >> > ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ> >
>> > น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
> >> > ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา> >
> >> > ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ> > >
> >> > ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"
> > >> > ฉันถาม> > >> >
> > >> > "ไม่เจ็บสักหน่อยพี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะวันๆ
> > >> > มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด> >
>> > แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ>
> >> > และ..."> >> น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยคแต่ก็ต้องหยุดพูด
> > >> > เพราะฉันหันหน้าหนีเขาน้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23ปี ส่วนฉันอายุ 26ปี...
> >> > หลังจากนั้นฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
>> > หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน
> >> > แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ> >
> >> > ท่านบอกว่าท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
> >> > แต่เมื่อออกไปแล้ว>
>> > ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี> >
>> > จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม>
>> > น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป> เขาบอกกับฉันว่า>
> > "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ> >
>> > ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"> > >>
> >> > สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว
>> > เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท> > >
> >> > แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้> >
>> > เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา> > >>
> >> > วันหนึ่งน้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล>
> >> > และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด>
> >> > เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล> > >>
> >> > ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล>
> >> > น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา>
> >> > ... ฉันโกรธมากจึงตวาดน้องไปว่า> >
> >> > "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการหา!!!>ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ
อย่างนี้> ดูตัวเองซิ> เจ็บเจียนตายอยู่แล้วทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง">
> >> คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด>
> >> > ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา>
> >> > " พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน>
> >> > ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ>
> >> > ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ> >
>> > คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด">
> >> > น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .
> >> > ฉันบอกกับน้องว่า>
> >> > "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."
> >> > "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"
> >> > น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
> >> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26ปี  ส่วนฉันอายุ29 ปี...
> >> > เมื่อน้องชายของฉันอายุได้30ปี
> > >> > เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน
> >> > ในงานแต่งงานประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
> > >> > "ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"> > >>
> >> > น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .
> > >> > และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้> > > "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม
โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง>> > เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม. เพื่อเดินไปเรียนและเดินกลับบ้าน> 
>> > วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง> >
>> > พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง> >
>> > และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล >  > เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว>> > เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... นับจากวันนั้นผมสาบานกับตัวเองว่าตลอดชีวิตของผมผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี>และจะทำดีกับเธอ"> เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว

> > >> > สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

>>>>คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ...

>>>>"ในโลกใบนี้> > >> > คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุดคือน้องชายของฉันค่ะ">
>> > ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้> น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...



> >> จงรักและห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ> > วันในชีวิตของคุณและเขา> > คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ> >
>> > แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
> > >> > .. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ> พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

เธอสวยจนพระต้องเหลียวหลัง


ก้สวยอ่ะนะ ^^;

'ย่ายิ้ม' เรื่องดีๆของผู้หญิงคนนึง..

ย่ายิ้ม ... หญิงชรา กับชีวิตลำพังกลางป่าเขา
ลำพังคนหนุ่มสาว จะให้เดินขึ้นลงเขาสัก 7-8 กิโลเมตร ยังเล่นเอาเหงื่อตก หอบแฮ่ก ๆ ๆ ถ้าไม่ใช่ทริปท่องเที่ยว หรือเหตุจำเป็นจริง ๆ ล่ะก็...คงส่ายหน้าหนีกันเป็นแถว

         แต่สำหรับ "ย่ายิ้ม" หญิงชราวัยใกล้ร้อย การกระทำข้างต้นถือเป็นกิจวัตรสม่ำเสมอทุกวันพระ จนชาวบ้านท่าหนอง จ.พิษณุโลก รู้กันดีว่า หากเห็น ย่ายิ้ม เดินลงจากบ้านกลางป่าเขาวันไหน วันนั้นแหละ คือวันพระ เพราะไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ย่าก็ต้องไปถึงวัดไม่เคยขาด

         ระยะทางไกลที่เต็มไปด้วยหล่มโคลน ถนนเป็นร่อง ขรุขระ ไม่ได้เป็นอุปสรรค หรือส่งผลต่อใบหน้าเปื้อนยิ้มของหญิงชราผู้มีอารมณ์ดีอยู่เป็นนิตย์ โดยทุกวันพระ ย่ายิ้ม จะออกเดินเท้าจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด แต่อย่าถามเลยว่ากี่โมง เพราะบ้านของแก ไม่มีทั้งนาฬิกา และปฎิทิน แกรู้เพียง มืดก็นอน สว่างก็ตื่น ตะวันตรงหัวก็เที่ยง และเมื่อกลับจากวัด แกก็จะมานับวันหลังจากนั้นไปถึงวันโกนวันพระอีกที ซึ่งไม่เคยพลาดหรือคลาดเคลื่อน
ทุกวันนี้แม้วัยจะล่วงเลยมาถึง 83 ปี แต่ ย่ายิ้ม ยืนยันว่า ร่างกายยังแข็งแรงดี และก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรนักกับการที่ต้องอยู่ในบ้านกลางป่าเพียงลำพัง

         หลายครั้ง ลูกชาย 2 คนที่ยังคอยดูแลแม่คนนี้อยู่ห่าง ๆ  พยายามรบเร้าให้แกไปอยู่ด้วย แต่ก็ดูเหมือนจะเอาชนะใจแม่ได้ยากยิ่ง ย่ายิ้ม ยืนกรานจะปักหลักบั้นปลายชีวิตอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน ด้วยเหตุว่า บ้านกลางป่าของแก ทำให้ชีวิตไม่วุ่นวายจนเกินไปนัก เพียงแค่เก็บหน่อไม้มาดองกินกับมะพร้าวคั่วหอม ๆ ก็นับเป็นอาหารรสดีที่ช่วยให้อิ่มท้องและประทังชีวิตได้แล้ว

         "ความเจริญอยู่ที่ไหน มันก็ทุกข์ยากที่นั่น อยู่บนเขานี้ ไม่มีเงินย่าก็ยังอยู่ได้ แต่ถ้าอยู่ในตัวเมือง ไม่มีเงินอยู่ไม่ได้เลยหนา ต้องซื้อเอาทุกอย่าง ไปอยู่ก็จะเดือดร้อนเขา"

         ถึงอย่างนั้น วิถีบ้านป่าแบบ ย่ายิ้ม ก็ใช่จะสบายอย่างปากว่า ในช่วงฤดูฝน ดูจะโหดร้ายเป็นที่สุด เพราะหนทางในป่านั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ หากมีน้ำหลากลงจากเขา จนข้ามห้วยไม่ได้ ย่ายิ้มก็จะไม่ออกจากบ้าน ซึ่งช่วงที่ไม่ได้ลงเขาหลายวัน ข้าวสารก็มักจะไม่มีเหลือให้หุงให้กิน ครั้นจะแจ้งบอกข่าวฝากไปถึงใครก็ไม่มี

         "ก็ต้องอดเอามั่ง บางทีเกือบ ๆ อาทิตย์ไม่ได้กินข้าวเลย กินแต่หัวกลอยป่าเอามานึ่งกับมะพร้าวคั่ว"

         นอกจากจะเก็บหน่อไม้ไปแลกข้าวกับคนในชุมชนแล้ว ย่ายิ้มยังมีรายได้ประจำตัวคือ เบี้ยสงเคราะห์คนชราเดือนละ 500 บาท ทว่าเงินจำนวนนี้ ก็มักจะหมดไปกับการทำบุญเสียทุกคราวที่ไปวัด รวมไปถึงเงินที่ลูกหลานแบ่งไว้ให้ใช้ยามมาเยี่ยม ก็ร่อยหรอไปกับกิจกรรมในทางธรรมเช่นกัน ด้วยความเป็นคนจริงเรื่องการทำบุญ และรอยยิ้มที่ไม่เคยหายจากใบหน้าสมชื่อ ย่ายิ้ม ทำให้แกได้รับมิตรภาพดี ๆ จากคนในชุมชนบ้านไร่เชิงเขา ... บ่อยครั้ง ย่ายิ้ม ได้รับอาหาร ของฝาก รวมทั้งความเป็นห่วงเป็นใยจากคนที่ไม่ใช่ญาติ

         ความเป็นห่วงเป็นใยปนสงสัยว่า หญิงแก่อยู่คนเดียวกลางป่าได้อย่างไรเป็นเวลาหลายปี หากนับถึงวันนี้ก็ 27 ปีเข้าไปแล้ว ในช่วงแรก ๆ จึงเคยมีข่าวลือต่าง ๆ นานา บ้างว่า ย่ายิ้มเลี้ยงผี บ้างว่าเลี้ยงโจร ส่งยาบ้า ถึงขนาดเคยมีเจ้าหน้าที่มาล้อมบ้านย่ายิ้ม และจุดไฟเผาหญ้ารอบบริเวณบ้าน เพื่อหวังให้โจรออกมา แต่เผาไปแล้วก็ไม่มีใครออกมาสักคน หลัง ๆ ข่าวลือจึงเริ่มซา และหายไปในที่สุด

         เฒ่า-ศรศักดิ์ มากมา ลูกชายคนที่ยังอยู่ใน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เป็นคนที่คอยมาดูแลแม่บ่อยที่สุด เขาจะขับรถอีแต๋นมารับย่ายิ้มก่อนวันพระใหญ่ เพื่อพาไปทำบุญ นุ่งขาวห่มขาวค้างวัด ถือศีลอุโบสถที่วัดหลวงพ่อใหญ่พระพุทธชินราช เป็นประจำสม่ำเสมอ เสร็จจากงาน ไอ้เฒ่าของแม่ ก็จะขับรถมาส่งพร้อมด้วยเสบียง ข้างสาร มะพร้าว และของแห้ง

         "แม่เขาจะบอกว่าไม่ต้องเอามาให้มากนะ ในชีวิตเขา แม่เขาไม่เคยอยากได้อะไรเลย เคยถามเขาก็บอกว่า เขาพอแล้ว สมัยยังเด็กบ้านเราจนกันมาก พ่อก็ตายตอนที่เรายังเล็ก ๆ แต่แม่คนเดียวก็หาเลี้ยงลูกได้ มานึกดูแกต้องทำงานหนักมาก แม่ถึงเน้นสอนให้เข้มแข็ง หนักเอาเบาสู้ไม่เลือกงาน"
ความจริงแล้ว ย่ายิ้ม มีลูกทั้งหมด 5 คน 2 คนแรก เกิดกับสามีคนแรก ที่มาด่วนเสียชีวิตไปก่อน ย่ายิ้มจึงต้องเลี้ยงลูกสาวลูกชายตัวคนเดียวมาหลายปี ก่อนจะมาผูกสมัครรักใคร่กับสามีคนที่ 2 (ก็มาตายจากไปอีก) และมีลูกอีก 3 คน แต่คนที่ย่ายิ้ม ยังพูดถึงอยู่เสมอก็มีเพียงแค่ 2 คน คือ ไอ้เฒ่า และพ่อทูล น้องคนเล็ก ที่สร้างบ้านไม้กลางป่าอยู่กับแก ก่อนจะตัดสินใจหอบลูกพาเมียไปหางานทำในกรุงเทพฯ

         ตลอดหลายปีกับชีวิตกลางป่าเขาเพียงลำพัง ย่ายิ้ม สารภาพว่า เมื่อไหร่ที่ลูกขึ้นมาหาและมานอนด้วย แกก็ดีใจทุกครั้ง แต่พอกลับกันไป แค่เห็นเดินคล้อยหลังก็นั่งใจละห้อยแล้ว...แต่ถึงอย่างไร แกก็ยังยืนหยัดว่าจะขออยู่ในป่าในเขาอย่างนี้ไปจนตาย และคำขอสุดท้ายที่ฝากไว้กับลูกคือ...ถ้าแม่ตาย ก็ให้เผาให้ฝังไว้ที่ไร่บนเขานี้

         "ย่าไม่อยากตายหรอกหนา แต่ไม่เคยกลัว ถึงเวลาจะต้องละแล้ว ก็ต้องไป..."

         เรื่องราวของ ย่ายิ้ม อาจเป็นเรื่องธรรมดาๆ ของหญิงชราคนหนึ่ง แต่เมื่อรับรู้รับทราบแล้ว ก็อดนึกถึงปู่ย่าตายายของตัวเองเสียไม่ได้ ...บางที "ยิ้มของย่า" ก็ทำให้รู้สึกดี ๆ ได้เหมือนกัน